ฉันท์ ๖
ปัฐยาวัตร แปลว่า คาถาที่สวดเป็นทำนองจตุราวัตร
ปัฐยาวัตรฉันท์
ปัฐยาวัตร แปลว่า คาถาที่สวดเป็นทำนองจตุราวัตร คือ หยุดทุก ๔ คำ มีวิเคราะห์ว่า ปฐิตพฺพโต ปฐฺยา จ สา จตุราวตฺเตน ปริวตฺตพฺพโต วตฺตญฺจาติ ปฐฺยาวตฺตํ ฯ
ฉันท์นี้ กำหนดบาทหนึ่งมี ๘ อักษร (คำ) กำหนดเพียง ๒ คณะ คือ ยะ คณะ กับ ช คณะ โดยมีกฎเกณฑ์ ที่พึงทำความเข้าใจดังนี้
-
อักษร (คำ) ตัวต้นและตัวท้ายของทุกบาท ไม่นับเข้าเป็นคณะ เรียกว่า "อักษรลอย" จะมีเสียงเป็นครุหรือลหุก็ได้ ไม่มีข้อห้าม
-
ห้ามลง นะ คณะ (สุมินิ) และ สะ คณะ (สุคโต) ในตำแหน่งอักษรที่ ๒-๓-๔ ของทุกๆ บาท อีก ๖ คณะใช้ลงในตำแหน่งนี้ได้ตามถนัด แต่พึงระวัง อย่านับอักษรที่ ๑ ซึ่งเป็นอักษรลอยในทุกบาทเข้าใน นะ และ สะ คณะด้วย เพราะได้รับยกเว้นไม่นับเข้าเป็นคณะอยู่แล้ว จำง่ายๆ และสังเกตง่ายๆว่า "อักษรที ๒ และที่ ๓ ของทุกบาทในฉันท์นี้ห้ามมีเสียงสั้นติดกันทั้ง ๒ อักษร" ทั้งนี้เพราะ นะ และ สะ คณะมีเสียงซ้ำกัน ๒ คำแรกคือ สุมุนิ สุคโต ดังนั้น อักษรที่ ๒ และที่ ๓ จะต้องเป็น ครุ ตัวใดตัวหนึ่ง จะอยู่ข้างหน้าหรือข้างท้ายก็ได้ เช่น อิติ เต ภิกฺขโว....สุมงฺคลํ....สุมุหุตฺตํ....เช่นนี้ใช้ได้ แต่ว่า โส ภควตา....อิติปิ โส.... ตํ สุมุหุตฺตํ.... เช่นนี้ ใช้ไม่ได้ ถือเป็นผิดกฎเกณฑ์
-
ลง ยะ คณะ (มเหสี) ในอักษรที่ ๕-๖-๗ ของบาทที่ ๑ และบาทที่ ๓ ซึ่งอยู่ซีกซ้ายมือเวลาเขียน จำง่ายๆ ว่า "อักษรที่ ๕-๖-๗ ในบาทขอนต้องมีเสียง สั้น-ยาว-ยาว" เสมอ เช่น มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา..., มนสา เจ ปทุฏฺเฐน...., อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ... เป็นต้น
-
ลง ชะ คณะ (มุนินฺท) ในอักษรที่ ๕-๖-๗ ของบาทคู่ คือบาทที่ ๓ และบาทที่ ๔ ซึ่งอยู่ทางซีกขวามือเวลาเขียน จำง่ายๆ ว่า"อักษรที่ ๕-๖-๗ ในบาทคู่ต้องมีเสียง สั้น-ยาว-สั้น" เสมอ เช่น มโนเสฏฺฐา มโนมยา, ภาสตี วา กโรติ วา, โก หิ นาโถ ปโร สิยา เป็นต้น
มีรูปแบบดังนี้
ที่มา: https://www.pariyat.com
ตัวอย่าง
| อภิตฺถเรถ กลฺยาเณ | ปาปา จิตฺตํ นิวารเย |
| อนฺธํ หิ กรโต ปุญฺญํ | ปาปสฺมึ รมตี มโน ฯ |
ฉันท์ปัฐยาวัตรนี้เป็นฉันท์เบื้องต้น เรียกว่าเป็น "ฉันท์ครู" ที่นักศึกษาต้องฝึกหัดแต่งให้คล่องแคล่วชำนาญก่อนขึ้นไปศึกษาและฝึกฉันท์อื่นๆ แม้ในเวลาทำข้อสอบก็นิยมขึ้นเป็นอันดับต้น เพราะฉันท์นี้ก็มีกฎเกณฑ์ข้อบังคับ น้อยกว่าฉันท์อื่นๆ คือ ในแต่ละบาทนั้นจะมีบังคับให้ถูกหลักจริงๆ เพียง ๕ คำ เท่านั้น คือ คำที่ ๒ และที่ ๓ ห้ามเป็นลหุคู่ คำที่ ๕-๖-๗ ในบาทขอน เป็น ลหุ ครุ ครุ (สั้น ยาว ยาว) ในบาทคู่เป็น ลหุ ครุ ลหุ (สั้น ยาว สั้น) ส่วนคำที่ ๑ ที่ ๔ และที่ ๘ ในทุกบาท ใช้ได้ตามสะดวก จะเป็น ครุ หรือ ลหุ ก็ได้
ถึงกระนั้นก็ตาม ปรากฏว่า บรรดาฉันท์ที่กำหนดให้ศึกษาทั้ง ๖ ชนิดนั้น ปัฐยาวัตรแต่งง่ายที่สุด แต่ ผิดง่ายที่สุด นักศึกษาส่วนมากแต่งผิดพลาดบ่อยๆ จุดบกพร่องที่เห็นประจำก็คือ ลง สะ หรือ นะ คณะในอักษรที่ ๒-๓-๔ ของบาท ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความเผลอหรือประมาทไป ด้วยเห็นว่าไม่ยาก เลยไม่พิถีพิถัน แม้ผิดเพราะเผลอ ย่อมเป็นผิดอยู่ดี นักศึกษาพึงระวังข้อนี้ให้ดี
ดังสำนวนของนักศึกษารูปหนึ่งว่า
| เอกทิวสํ เอโส | อสฺสชิตฺเถรภาสิตํ |
| ธมฺมปทํ สุณิตฺวาน | โสตาผลํ อปาปุณิ ฯ |
หรือ
| พุทฺโธ ธมฺโม จ สงฺโฆ จ | ติรตนํ นมามิหํ ฯ |
อินทรวิเชียรฉันท์
อินทรวิเชียรฉันท์ แปลตามครูว่า "ฉันท์มีครุหนักมากเหมือนคทาเพชรของพระอินทร์ เพราะมี ตะคณะ เรียงกัน ๒ คณะ"
ฉันท์ชนิดนี้ เป็นเอกาทสักขรฉันท์บาทหนี่งกำหนดให้มี ๑๑ อักษร (๑๑ คำ) เวลาเขียนกำหนดให้เขียนบรรทัดละ ๑ บาท เรียงลงไปจนครบ ๔ บาท จึงเป็นคาถาหนึ่ง และกำหนดคณะที่ใช้ ๓ คณะคือ ต, ต, ช และมีครุลอย (ครุที่ไม่นับเข้าเป็นคณะ) ๒ อักษรสุดท้ายของทุกบาท มี ยติ ๕-๖ คือเวลาสวดทำนอง ให้หยุดที่อักษรที่ ๕ และหยุดครั้งต่อไปอีก ๖ อักษร คือตัวสุดท้ายบาท.
อินทรวิเชียรฉันท์ มีสูตรที่กล่าวถึงในคัมภีร์วุตโตทัย ว่า อินฺทาทิกา ตา วชิรา ช คา โค.
มีรูปแบบดังนี้
ที่มา: https://www.pariyat.com
อินทรวิเชียรฉันท์ มีสูตรที่กล่าวถึงในคัมภีร์วุตโตทัย ว่า
| โย จกฺขุมา โมหมลาปกฏฺโฐ |
| สามํ ว พุทฺโธ สุคโต วิมุตฺโต |
| มารสฺส ปาสา วินิโมจยนฺโต |
| ปาเปสิ เขมํ ชนตํ วิเนยฺยํ |
| ฯเปฯ |
ข้อสังเกต
ในฉันท์นี้ จะมีครุยาวถึง ๓ คู่ และมี ลหุ คั่นกลางทั้งนั้น ยกเว้นหลักครุคู่ที่ ๒ เป็น ลหุ คู่ ดังนั้น ถ้าอักษรตัวที่ ๗ เป็น ครุ ฉันท์นี้ จะมี ลหุ คั่น ครุ คู่ ไว้ทั้งหมด.
ข้อยกเว้น
ครุลอยตัวที่ ๒ (โค) หรืออักษรตัวสุดท้ายของทุกบาทจะแต่งเป็นลหุก็ได้ เป็นข้อยกเว้นพิเศษ แม้แต่งเป็นลหุ ก็เป็น ครุ เรียกว่า ปาทันตครุ ครุท้ายบาท เช่นตัวอย่างว่า
| ยนฺทุนฺนิมิตฺตํ อวมงฺคลญฺจ (ปาทันตครุ) |
| โย จามนาโป สกุณสฺส สทฺโท (ครุลอย) |
| ปาปคฺคโห ทุสฺสุปินํ อกนฺตํ (ครุลอย) |
| พุทฺธานุภาเวน วินาสเมนฺตุ ฯ (ปาทันตครุ) |
อุเปนทรวิเชียรฉันท์
อุเปนทรวิเชียรฉันท์ ครูแปลว่า "ฉันท์มีคณะใกล้เคียงกับอินทรวิเชียร" ฉันท์นี้เป็นเอกาทสักขรฉันท์ คือ บาทหนึ่งมี ๑๑ อักษร (๑๑ คำ) ใช้คณะลง ๓ คณะ คือ ช, ต, ช มีครุลอย ๒ อักษรสุดท้ายทุกบาท และมี ยติ ๕-๖ เช่นเดียวกับอินทรวิเชียรฉันท์.
ข้อสังเกต
อุเปนทรวิเชียรฉันท์แตกต่างจากอินทรวิเชียรฉันท์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือ อักษรตัวแรกในฉันท์นั้นเป็นลหุ แต่ในอินทรวิเชียรฉันท์เป็นครุ ดังนั้น หากเปลี่ยนอักษร (คำ) แรกในอินทรวิเชียรฉันท์เป็นอักษรเสียงสั้น ในทุกๆ บาท ฉันท์นั้น จะเป็นอุเปนทรวิเชียรฉันท์ทันที.
สูตรของอุเปนทรวิเชียรฉันท์ในคััมภีร์วุตโตทัย อุปาทิกา สา ว ช ตา ช คา โค.
มีรูปแบบดังนี้
ที่มา: https://www.pariyat.com
ตัวอย่าง
| อุโภ อมิตฺเต วิชินึสุ สพฺเพ |
| อุโภ สรฏฺฐํ อภยํ อกาสุํ |
| อุโภ. สมคฺคา อนวชฺชกมฺเม |
| อุโภ มนา เอกุรสีว สนฺตา ฯ |
-- ฉันท์สดุดีเทอดพระเกียรติ ฯ
เช่นเดียวกัน แม้ครุลอยในตัวท้ายบาทของทุกบาท จะแต่งเป็นลหุก็ได้ และจัดว่าเป็นครุเหมือนกันกับในอินทรวิเชียรฉันท์ เช่น
| มนํ มนํ สตฺถุ ทเทยฺย เจ โส |
| มนํ มนํ ปิณยตสฺส สตฺถุ |
| มนํ มนํ เตน ทเทยฺย เจ น |
| มนํ มนํ ปสฺส น สาธุ ปูชํ ฯ |
-- สุโพธาลังการ
| แปล |
|---|
| ผิว่าบุคคลใดพึงถวายใจ แด่พระศาสดาสักครู่หนึ่ง |
| พระทัยของพระศาสดาจะยังใจของบุคคลนั้นให้เอิบอิ่มได้ |
| เพราะเหตุนั้น พึงถวายใจสักหน่อย |
| ผิว่า ไม่ถวายใจไซร้ ท่านก็ไม่เห็นการบูชาที่ยังประโยชน์ให้สำเร็จสักหน่อยเลย ฯ |
อินทรวงศ์ฉันท์
อินทรวงศ์ฉันท์ ครูแปลว่า "ฉันท์มีเสียงไพเราะเหมือนปี่พระอินทร์" ฉันท์นี้เป็นทวาทสักขรฉันท์ ในแต่ละบาท กำหนดให้มี ๑๒ อักษร (๑๒ คำ) ใช้คณะลง ๔ คณะ คือ ต, ต, ช, ร ฉันท์นี้ไม่มีครุลอย มี ยติ ๕-๗
ข้อสังเกต
ฉันท์นี้คล้ายกับอินทรวิเชียรฉันท์ ใน ๑๐ คำแรกทุกอย่าง เป็นแต่เปลี่ยนครุลอยตัวสุดท้ายในอินทรวิเชียร (โค) เป็นลหุ กับ ครุ (ช รา) เท่านั้นและครุท้ายบาทในฉันท์นี้ (รา) เล่า ก็สามารถใช้ ลหุ แทน เป็นปาทันตครุ ได้เช่นเดียวกับฉันท์ที่กล่าวแล้วข้างต้น.
สูตรของอินทรวงศ์ฉันท์ในคัมภีร์วุตโตทัย สายินฺทวํสา ขลุ ยตฺถ ตา ช รา.
มีรูปแบบดังนี้
ที่มา: https://www.pariyat.com
ตัวอย่าง
| เอโส หิ ปุพฺเพกตปุญฺญตายุโต |
| ปุญฺญาธิกาเรน สุลทฺธมงฺคโล |
| สพฺพางฺคเสตา วรกุญฺชรา ตโย |
| เสฏฺฐา จ เทฺว เสตกเรณุกา สุภา |
| ปญฺเจว เสตพฺพรฉตฺตมาคตา |
| ตพฺพาหสา เสตคชินฺทภูมิโป |
| อิจฺเจว ยาวชฺชตนา สุวิสฺสุโต |
| โสภาปิ พุทฺธปฺปฏิมา อนคฺฆิยา |
| เตเนว ปุสฺสํ รตนนฺติ สวฺหยา |
| ปุญฺญานุภาวา ปฏิลทฺธกา อหุ ฯ |
-- ฉันท์เทอดพระเกียรติ ฯ ร.๒
วังสัฏฐฉันท์
วังสัฏฐฉันท์ ครูแปลว่า "ฉันท์เป็นที่ตั้งแห่งคณะมีเสียงไม่สม่ำเสมอกันเหมือนดนตรีสุสิระคือปี่หรือขลุ่ย" (วํส ปี่, ขลุ่ย)
ฉันท์นี้เป็นทวาทสักขรฉันท์ บาทหนึ่งมี ๑๒ อักษร (๑๒ คำ) มี ยติ ๕-๗ ใช้คณะลง ๔ คณะคือ ช, ต, ช, ร ไม่มีครุลอย อักษรสุดท้ายบาทของทุกบาท จะแต่งเป็นลหุ ใช้เป็นปาทันตครุ ก็ได้เช่นกัน.
ข้อสังเกต
ฉันท์นี้ต่างจากอินทรวงศ์ฉันท์เพียงอย่างเดียวคือ อักษรหรือคำแรกของทุกบาท ในฉันท์นี้เป็น ลหุ เสียงสั้น ในอินทรวงศ์ฉันท์เป็น ครุ เสียงยาว เท่านั้น อีก ๑๑ อักษรต่อไป มีลักษณะเหมือนกันทุกประการ.
ในคัมภีร์วุตโตทัย แสดงสูตรของอินทรวงศ์ฉันท์ไว้ว่า วทนฺติ วํสฏฺฐมิทํ ช ตา ช รา.
มีรูปแบบดังนี้
ที่มา: https://www.pariyat.com
ตัวอย่าง
| อิมสฺส กาเล ตติยสฺส ราชิโน |
| พหู ว ราชาธิปตี วิเทสิกา |
| พหู สทูเต วิชิตํ อเปสยุ๊ |
| ทยฺเยหิ กาตุํ สห มิตฺตสนฺถวํ |
| มมายิตํ ปตฺถรตุญฺจ สาสนํ |
| อยํ วโร การณุปายโกวิโท |
| อิเมธ ปจฺจุคฺคมิ สุฏฺฐุ เมตฺติยา |
| นิวาสนฏฺฐานมทานุรูปโต ฯ |
-- ฉันท์เทอดพระเกียรติ ฯ ร.๓
วังสัฏฐฉันท์นี้ มีครุคู่เพียงคู่เดียว (วํสฏฺฐ) นอนนั้นจะมี ลหุ ครุ ๆ สลับกันไปเป็นการยากที่จะหาศัพท์ให้พอเหมาะพอดีได้ ดังนั้น ในความเป็นจริงแล้ว ฉันท์นี้จะแต่งยากกว่าทุกฉันท์ที่กำหนดให้ศึกษาในชั้นประโยค ป.ธ.๘ แต่หากแต่งให้ดีแล้ว จะมีความไพเราะและมีอรรถรสไม่น้อย เช่นคาถาในคัมภีร์วิสุทธิมรรคว่า
| กิกีว อณฺฑํ จมรีว วาลธึ |
| ปิยํว ปุตฺตํ นยนํว เอกกํ |
| ตเถว สีลํ อนุรกฺขมานกา |
| สุเปสลา โหถ สทา สคารวา ฯ |
วสันตดิลกฉันท์
วสันตดิลกฉันท์ ครูแปลว่า "ฉันท์มีคณะเหมือนเมฆที่มืดมนในเดือน ๕ เดือน ๖ อันเป็นส่วนของฤดูฝน" ฉันท์นี้เป็นจตุททสักขรฉันท์ บาทหนึ่งมี ๑๔ อักษร (๑๔ คำ) ยติ ๘-๖ กำหนดใช้ลงคณะ ๔ คณะคือ ต, ภ, ช, ช และมีครุลอย ๒ อักษรสุดท้าย เช่นเดียวกับอินทรวิเชียร.
ข้อสังเกต
วสันตดิลกฉันท์มีส่วนคล้ายกับอินทรวิเชียรฉันท์ คือ ๓ คำแรก เป็น ต คณะ (อินฺทาทิ...) และ ๖ คำหลัง (ยติสุดท้าย) เป็น ช คณะและครุลอย ๒ (ว ชิ รา ช คา โค) เหมือนกัน ดังนั้น ครุลอย ตัวสุดท้ายบาทจึงสามารถใช้ลหุแทน เป็นปาทันตครุได้เช่นกัน.
ในคัมภีร์วุตโตทัย แสดงสูตรของวสันตดิลกฉันท์ไว้ว่า วุตฺตา วสนฺตติลกา ต ภ ชา ช คา โค.
มีรูปแบบดังนี้
ที่มา: https://www.pariyat.com
ตัวอย่าง
| เอโส นิรุตฺติกุสโล กุสโล จ พนฺเธ |
| เสฏฺโฐ มหากวิ มหากวินํ สรฏฺเฐ |
| วณฺณาภิเปมหทโย สทโย กวีสุ |
| อคฺคํ พหุํ อิธ ปพนฺธิ ปพนฺธวตฺถุํ |
| เย เต ปพนฺธกุสลา กวโย สุพุทฺธี |
| เต วลฺลภาสฺสติปิยา จ วิเสสโต ว ฯ |
-- ฉันท์เฉลิมพระเกียรติ ฯ ร.๒
วสันตดิลกฉันท์ถือว่า เป็นฉันท์ชั้นสุดยอดในบรรดาฉันท์ทั้งหมดที่แสดงมาข้างต้น เป็นที่นิยมกันมากในคัมภีร์ต่างๆ กวีทั้งหลายมักจะแต่งฉันท์ชนิดนี้เพื่อเป็นการ "อวดฝีมือ" ของตน หากฝีมือถึงเช่นที่อวดแล้ว บทประพันธ์นั้นย่อมเป็นอมตะ และเป็นแบบอย่างแกกวีรุ่นหลังได้ เช่น บทถวายพรพระ พาหุํ ฯ นั้น ถือว่าเป็นยอดของวสันตดิลกฉันท์ทีเดียว หรืออย่างเช่น คำฉันท์เทอดพระเกียรติ ร.๒ ซึ่งนำมาเป็นตัวอย่างข้างต้น ก็มี "ลูกเล่น" อยู่ในคาถาแรก คือเล่นคำซ้ำในแต่ละบาท ได้แก่คำว่า กุสโล-กุสโล, มหากวิ มหากวินํ, หทโย-สทโย, ปพนฺธิ-ปพนฺธ ซึ่งนอกจากจะเป็นการแสดงฝึมือแล้ว ยังเป็นการแสดงอารมณ์กวีที่ต้องการ "พลิกแพลงเล่น" ด้วย ดังเช่นบทกวีไทยในสมัยเก่าที่ว่า
| โอเจ็บใจใจจริงทุกสิ่งหนอ | |
| ไม่เห็นรักรักเราเฝ้ารักรอ | ทนแต่ก่อก่อเข็ญเป็นนิจกาล |
| ที่หวังใจใจจริงทุกสิ่งสิ้น | ไม่ล้อลิ้นลิ้นลมคารมหวาน |
| ทุกวันทุกข์ทุกข์เหลือล้นจะทนทาน | ควรฤารานรานร้าวข่าวรวนเร |
| โอ้อกนี้จะยับด้วยอับเฉา | เพราะรักเขาเขาไม่รักชักหันเห |
| เห็นแลสุดสุดร่ำคน้ำคะเน | จะถ่ายเทเททุบายให้หาแคลง |
| ฯลฯ |
-- ประชุมจารึกวัดโพธิ์
Last updated on