บทนำ
ไวยากรณ์ของตันติภาษา [ ภาษามีแบบแผน ] นั้น นักปราชญ์ทั้งหลายได้จัดไว้เป็นหมวดหมู่
วิธีแสดงไวยากรณ์ของตันติภาษา [ ภาษามีแบบแผน ] นั้น นักปราชญ์ทั้งหลายได้จัดไว้เป็นหมวดหมู่ละม้ายคล้ายคลึงกัน จนให้สันนิษฐานได้ว่า ภาษาเหล่านี้คงจะมีอริยกภาษาเป็นมูลเดิม จะขอกล่าวย่อๆ แต่ภาษาที่ข้าพเจ้าได้ทราบอยู่บ้างเล็กน้อย คือบาลีภาษา ๑ สันสกฤตภาษา ๑ อังกฤษภาษา ๑ ในภาษาทั้ง ๓ นั้น ในบาลี ภาษา นักปราชญ์ท่านจัดไวยากรณ์เป็นหมวดๆ กัน ๙ หมวด ดังนี้
- อักขรวิธี แสดงอักษรพร้อมทั้งฐานกรณ์เป็นต้น ๑
- สนธิ ต่ออักษร ที่อยู่ในคำอื่น ให้เนื่องเป็นอันเดียวกัน ๑
- นาม แจกชื่อคน, สัตว์, ที่, สิ่งของต่าง ๆ, สัพพนาม แจกศัพท์ ที่สำหรับใช้แทนนามที่ ออกชื่อแล้ว เพื่อจะได้ไม้เรียกซ้ำให้รกโสต ๒ อย่างนี้พร้อมทั้งลิงคะ วจนะ วิภัตติ ๑
- สมาสย่อนามตั้งแต่ ๒ ขึ้นไป ให้เป็นบทเดียวกัน ๑
- ตัทธิต ใช้ปัจจัยแทนศัพท์ให้น้อยลง มีเนื้อความได้เต็มที่ ๑
- อาขยาต แจกกิริยาศัพท์ พร้อม วจนะ บุรุษ วิภัตติ กาล บอก กัตตุ กรรม และภาพ ๑
- กฤต ใช้ปัจจัยเป็นเครื่องกำหนดรู้สาธนะหรือ กาล ๑
- อุณณาทิ มีวิธีใช้ปัจจัยคล้ายกฤต แต่มักเป็นปัจเจกปัจจัย โดยมาก ๑
- การก แสดงลักษณะของคำพูด ๑
ถ้านับรวมทั้ง ฉันทลักษณะที่ท่านจัดไว้ เป็นหมวดหนึ่งต่างหาก มิได้สงเคราะห์เข้า ในมูลไวยากรณ์ก็เป็น ๑๐ หมวด.
สันสกฤตภาษา
ในสันสกฤตภาษา ก็ไม่สู้จะต่างจากบาลีภาษา ต่างกันเล็ก น้อย ในสันสกฤต มีวจนะเป็น ๓ คือ เอกวจนะ คำพูดถึงคง หรือ ของสิ่งเดียว ๑ ทวิวจนะ คำพูดถึงคนหรือของ ๒ สิ่ง ๑ พหุวจนะ คำพูดถึงคนหรือของมาก ๑.
ส่วนในบาลีภาษามีวจนะแต่ ๒ คือ เอกวจนะ ๑ พหุวจนะ ๑ และในภาษาสันสกฤตมีวิภัตติอาขยาต ๑๐ หมู่ ในบาลีภาษามีแต่ ๘ หมู่เป็นต้น.
อังกฤษภาษา
ในอังกฤษภาษา นักปราชญ์ชาว ประเทศนั้น แบ่งไวยากรณ์ ( GRAMMAR ) ของตน เป็น ๔ ส่วน เรียกชื่อว่า
- ORTHOGRAPHY สอนให้ว่าและเขียนถ้อยคำนั้นๆ ให้ถูกต้องตามตัวอักษรเหมือนกับอักขรวิธีในบาลีภาษา ๑
- ETYMO- LOGY แสดงประเภทแห่งถ้อยคำนั้น ๆ ที่ออกจากต้นเดิมของตน ๆ เหมือนกับนามเป็นต้นในบาลีภาษา ๑
- SYNTAX เรียบเรียงมาตรา แห่งถ้อยคำนั้น ๆ ที่กล่าวมาในเอติโมโลยี ส่วนที่ ๑ แล้ว ให้เป็นประโยค เหมือนกับการกในบาลีภาษา ๑
- PROSODY แสดงวิธีอ่านเสียง หนัก เบา ยาว สั้น ดัง ค่อย หยุดตามระยะที่สมควร และวิธีแต่งโคลง กลอน เหมือนกับฉันทลักษณะในบาลีภาษา ๑
เอติโมโลยี
แต่ในเอติโมโลยีส่วนที่ ๒ นั้น แบ่งออกเป็นวจนวิภาค ๙ ส่วน คือ
- NOUN คำพูดที่เป็น ชื่อคน , ที่, และสิ่งของ ตรงกันกับนามศัพท์ ๑
- ADJECTIVE คำพูด สำหรับเพิ่มเข้ากับนามศัพท์ เพื่อจะแสดงความดีหรือชั่วของนามศัพท์นั้น ตรงกับคุณศัพท์หรือบทวิเศษ ๑
- ARTICLE คำพูดสำหรับนำหน้า นามศัพท์ เพื่อเป็นเครื่องหมายนามศัพท์ ที่คนพูดและคนเขียน นิยมและไม่นิยม อาการคล้ายกับ เอก ศัพท์ ต ศัพท์ ที่สำเร็จรูป เป็น เอโก เป็น โส แต่จะว่าเหมือนแท้ก็ไม่ได้ เพราะอาติกล A หรือ AN ท่านไม่ได้สงเคราะห์เข้าในสังขยา มีคำใช้ในสังขยาที่ แปลว่าหนึ่งต่างหาก ส่วนเอกศัพท์นี้ สงเคราะห์เข้าในสังขยา และ อาติกล THE เล่า ก็ไม่เหมือน ต ศัพท์แท้ เพราะมีคำอื่นที่ใช้เหมือน ต ศัพท์ อนึ่ง เอก ศัพท์และ ต ศัพท์นั้น เป็นศัพท์นาม อาติกลนี้ ท่านมิได้สงเคราะห์เข้าในศัพท์นาม แต่นักปราชญ์ทั้งหลายชั้นหลัง ๆ พิจารณาเห็นว่า อาติกลนี้ ไม่ต่างอะไรกับคุณศัพท์ [ คำพูดที่ ๒ ] ไม่ควรจะยกเป็นแผนกหนึ่งต่างหาก จึงสงเคราะห์เข้าเสียในคุณศัพท์ คงเหลือวจนวิภาคแต่ ๘ ส่วนเท่านั้น ๑, PRONOUN คำพูดสำหรับใช้ แทนนามศัพท์ เพื่อจะได้ไม่ซึ่ง ๆ ซาก ๆ อันเป็นทีรำคาญโสต ตรงกัน กับสัพพนาม ๑,
- VERB กิริยาศัพท์พร้อมวจนะ ( NUMBER ),บุรุษ ( PERSON ) วิภัตติ ( MOOD ) กาล ( TENSE ) จัดเป็นสกัมมธาตุ กัตตุกิริยา ( ACTIVE VERB ) กัมมกิริยา ( PASSIVE VERB ) อกัมมธาตุ ( NEUTER VERB ) อัพยยกิริยา ( INFINITIVE ) กฤตกิริยา ( PARTICIPLE ) ๑ ,
- ADVERB คำพูดสำหรับเพิ่มเข้ากับ กิริยาศัพท์และคุณศัพท์ บางทีกับแอดเวิบเอง เพื่อจะแสดงศัพท์เหล่านั้น ว่าเป็นอย่างไร ดีหรือชั่ว เร็วหรือช้า เป็นต้น เหมือนคุณศัพท์ สำหรับเพิ่มเข้ากับนามศัพท์ฉะนั้น ตรงกับกิริยาวิเศษ และอัพยยศัพท์ และอุปสัค ๑,
- PREPOSITION เป็นวิภัตติสำหรับวางหน้านามศัพท์ หลังกิริยาศัพท์ด้วยกัน เพื่อจะแสดงให้ศัพท์นั้นมีเนื้อความ เนื่องกัน แสดงอุทาหรณ์ในภาษาสยามเหมือนหนึ่งว่าศัพท์คือ เสื้อคน มีความเป็น ๒ อย่าง ครั้นลง เปรโปสิชัน คือ ของ หน้านามศัพท์ คือ คน ก็ได้ความเป็นอันเดียวกันว่า " เสื้อของคน " จะเทียบ ด้วยบาลีภาษา หรือ สันสกฤตภาษา ก็ไม่ชัดความ เพราะภาษาทั้ง ๒ ไม่ใช้เปรโปสิชันตรง เหมือนภาษาอังกฤษและภาษาสยามของเรา ใช้เปลี่ยนที่สุดนามศัพท์นั้น ๆ เอง ตามความที่จะต้องลงเปรโปสิชัน เหมือนภาษาลตินและภาษาคริก แต่ข้าพเจ้าเห็นหนังสือไวยากรณ์บาลี และสันสกฤต ที่นักปราชญ์ชาวยุโรปแต่งไว้ ท่านแสดงเปรโปสิชันว่า เป็นอุปสัค ข้าพเจ้ายังจับเหตุไม่ได้ เพราะเห็นวิธีที่ใช้ เปรโปสิชัน ใน ภาษาอังกฤษอย่างหนึ่ง ใช้วิธีอุปสัคในภาษาบาลีอย่างหนึ่ง ไม่เหมือน กัน ถ้าจะเทียบแล้ว เห็นว่าอุปสัคคล้ายแอดเวิบ คือกิริยาวิเศษ เพราะนำหน้ากิริยา เพื่อจะแสดงกิริยานั้นให้ดีขึ้นหรือให้ชั่วลง จะเห็น ง่ายกว่า ๑,
- CONJUNCTION คำพูดสำหรับต่อศัพท์หรือประโยคให้ เนื่องกัน ตรงกับนิบาตบางพวกมี จ และ วา เป็นต้น ที่นักปราชญ์ ชาวยุโรปให้ชื่อว่า PARTICLE OR INDECLINABLE ๑,
- INTERJECTION คำพูดสำหรับแสดงความอัศจรรย์หรือความตกใจ ตรงกันกับนิบาตบางพวกมี อโห เป็นต้น.
เอติโมโลยีส่วนที่ ๒ ท่านแจกออกไปเป็น ๙ อย่างบ้าง ๘ อย่างบ้าง ดังนี้.
บาลีไวยากรณ์ ๔ ภาค
บาลีไวยากรณ์ บาลีไวยากรณ์นี้แบ่งเป็น ๔ ภาคก่อน คือ
- อักขรวิธี: ว่าด้วยอักษร จัดเป็น ๒ คือ สมัญญาภิธาน แสดงชื่ออักษร ที่เป็นสระ และพยัญชนะ พร้อมทั้งฐานกรณ์ ๑ สนธิ ต่ออักษรที่อยู่ในคำอื่น ให้เนื่องเป็นอันเดียวกัน ๑.
- วจีวิภาค: แบ่งคำพูดออกเป็น ๖ ส่วน คือ นาม ๑ อัพยยศัพท์ ๑ สมาส ๑ ตัทธิต ๑ อาขยาต ๑ กฤต ๑.
- วากยสัมพันธ์: ว่าด้วยการก และประพันธ์ผูกคำพูดที่แบ่งไว้ในวจีวิภาค ให้เข้าเป็นประโยคอันเดียวกัน.
- ฉันทลักษณะ: แสดงวิธีแต่งฉันท์ คือคาถาที่เป็นวรรณพฤทธิ์และมาตราพฤทธิ์.
Last updated on