นิบาตหมวดที่ ๒ - ๓
นิบาตหมวดที่ ๒ ลงในบทหรือความอันเนื่องถึงกัน
นิบาตหมวดที่ ๒
(๑๖๓) นิบาตหมวดที่ ๒ ลงในบทหรือความอันเนื่องถึงกัน.
สมุจจยัตถนิบาต
๑. การควบพากย์ก็ดี บทก็ดี เข้าให้เป็นพวกเดียวกัน เรียก ว่า สมุจฺจโย. สมุจจยะนั้น จัดเป็น ๒ อย่าง คือ
- การควบพากย์ กับพากย์ที่มีกัตตาเดียวกัน เรียกว่า วากฺยสมุจฺจโย,
- การควบบทกับบทที่มีวิภัตติเสมอกัน เรียกว่า ปทสมุจฺจโย.
ในอรรถนี้ ใช้ นิบาติคือ จ เป็นพื้น เรียกชื่อว่า สมุจฺจยตฺโถ. ตรงต่อนิบาติไทย ที่ใช้ในระหว่างพากย์หรือบทว่า กับ, และ; ที่ใช้ข้างท้ายพากย์ หรือบทว่า ด้วย, หนึ่ง, มีอุทาหรณ์วากยสมุจจยะดังนี้:
"ทานญฺจ ทสฺสาม ธมฺมญฺจ โสสฺสาม."
ปทสมุจจยะดังนี้:
"เทสนาวสาเน กุมาโร จ กุมาริกา จ โสตาปนฺนา อเหสุํ. ติสฺโส เวทนา: สุขญฺจ ทุกฺขญฺจ อทุกฺขมสุขญฺจ."
ในอรรถนี้ ใช้ วา (บ้าง) ปิ (ทั้ง) บ้าง ห่าง ๆ. อุ.
"ธมฺมํ วา วินยํ วา ปริยาปุณิสฺสาม. สุตาวา อริยสาวโก รูปสฺมึ ปิ นิพฺพินฺทติ วิญฺญาณสฺมึ ปิ นิพฺพินฺทติ."
สัมปณฑนิบาต
๒. การบวกความท่อนหลัง ๆ เข้ากับความท่อนต้น ๆ เรียกว่า สมฺปิณฺฑนํ.
ในอรรถนี้ ใช้นิบาตคือ จ เป็นพื้น เรียกชื่อว่า สมฺปิณฺฑนตฺโถ, ตรงต่อนิบาตไทยว่า อนึ่ง, ซึ่งใช้ต้นพากย์ มี อุทาหรณ์ดังนี้:
"อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สีลวา โหติ ปุน จ ปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ กลฺยาณมิตฺโต โหติ ฯ เป ฯ "
สัมปิณฑนะนี้ แปลกจาก วากยสมุจจยะ ด้วยมีกัตตาต่างจากกัตตาในความท่อนต้น.
อนุกกัฑฒนัตถนิบาต
๓. การชักเอาความท่อนต้นมาพูดในความท่อนหลังอีก เรียกว่า อนุกฺกฑฺฒนํ.
ในอรรถนี้ ใช้นิบาตคือ จ เป็นพื้น เรียกชื่อว่า อนุกฺกฑฺฒนตฺโถ, ตรงต่อนิบาตไทยว่า ด้วย, ซึ่งใช้ข้างท้ายความ ท่อนหลังอย่างเดียว, มีอุทาหรณ์อย่างนี้:
"สโร โข ปโร, ปุพฺเพ สเร ลุตฺเต, กฺวจิ ทีฆํ ปปฺโปติ. (นี้ความท่อนต้น) ปุพฺโพ จ สโร, ปรโลเป กเต, กฺวจิ ทีฆํ ปปฺโปติ."
อนุกกัฑฒนะนี้ แปลกจากสัมปิณฑนะ ด้วยมีกิริยาอย่างเดียวกันกับความท่อนต้น.
วิกัปปัตถนิบาต
๔. การแยกพากย์ก็ดี บทก็ดี ที่รวมกันอยู่ออก คือเอาแต่ อย่างเดียว เรียกว่า วิกปฺโป.
วิกัปปะนี้ จัดเป็น ๒ อย่าง คือ
- การแยกพากย์ เรียกว่า วากฺยวิกปฺโป.
- การแยกบท เรียก ปทวิกปฺโป.
ในอรรถนี้ ใช้นิบาตคือ วา เป็นพื้น เรียกชื่อว่า วิกปฺปตฺโถ ตรงต่อนิบาตไทย ที่ใช้ระหว่างพากย์หรือบทว่า หรือ, ที่ใช้ข้างท้าย พากย์หรือบทว่า บ้าง, ก็ดี, ก็ตาม; มีอุทาหรณ์วากยวิกัปปะดังนี้:
"มนสา เจ ปทุฏเฐน ภาสติ วา กโรติ วา."
ปทวิกัปปะ ดังนี้:
"ยมฺปทํ จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา อุปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ อนิจฺจํ. ยสฺมึ สมเย กามาวจรํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ โหติ--รูปารมฺมณํ วา--โผฏฺฐพฺพารมฺมณํ วา."
ในอรรถนี้ใช้ ยทิวา, อุท, อถวา, (หรือว่า) บ้าง ปิ (บ้าง), วาปน (ก็หรือ) อปิจ (อีกอย่างหนึ่ง) กฺวจิ (บ้าง) ห่าง ๆ อุ.
"คาเม วา ยทิวา- รญฺเญ--ยตฺถ อรหนฺโต วิหรนฺติ, ตํ ภูมิรามเณยฺยกํ; โย ธมฺมจารี กาเยน วาจาย อุท เจตสา. โย--อปฺปทุฏฺเฐสุ ทุสฺสติ, ทสนฺน- มญฺญตรํ ฐานํ ขิปฺปเมว นิคจฺฉติ: เวทนํ ผรุสํ ชานึ--อถวาสฺส อคารานิ อคฺคิ ฑหติ ปาวโก. อิธ เอกจฺโจ หตฺถิรตนมฺปิ ทสฺสนาย คจฺฉติ, อสฺสรตนมฺปิ ทสฺสนาย คจฺฉติ, มณิรตนมฺปิ ทสฺสนาย คจฺฉติ, อุจฺจาวจํ วาเปน ทสฺสนาย คจฺฉติ. ติสฺโส เวทนา: สุขํ ทุกฺขํ อทุกฺขมสุขญฺจติ. อปิจ ปญฺจ เวทนา: สุขํ ทุกฺขํ โสมนสฺสํ โทมนสฺสํ อุเปกฺขา จาติ. "
อุทาหรณ์แห่ง กฺวจิ จงดูในอนุกกัฑฒนัตถนิบาต (๓) เถิด.
ปริกัปปัตถนิบาต
๕. ข้อความที่ยังไม่แน่ เป็นแต่กำหนดไว้ เรียกว่า ปริกปฺโป.
ในอรรถนี้ ใช้นิบาต ๔ ศัพท์ คือ สเจ, เจ, ยทิ, อถ, เรียกชื่อว่า ปริกปฺปตฺโถ ตรงต่อนิบาตไทย ที่ใช้ต้นพากย์ว่า ถ้าว่า, หากว่า, ผิว่า; มีอุทาหรณ์ดังนี้:
"สเจ มยํ ปุตฺตํ วา ธีตรํ วา ลภิสฺสาม, ตุมฺหากํ สกฺการํ กริสฺสาม. มนสา เจ ปสนฺเนน ภาสติ วา กโรติ วา, ตโต นํ สุขมนฺเวติ ฉายาว อนุปายินี. ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺลํ, สงฺโฆ อุโปสถํ กเรยฺย ปาฏิโมกฺขํ อุทฺทิเสยฺ. อถ ปาปานิ กมฺมานิ กรํ พาโล น พุชฺฌติ, เสหิ กมฺเมหิ ทุมฺเมโธ อคฺคิทฑฺโฒว ตปฺปติ."
ในอรรถนี้ ใช้ อปฺเปวนาม, ยนฺนูน ที่ตรง ต่อนิบาตไทยว่า ถ้าไฉน, ถ้าอย่างไร, บ้าง; อุ.
"อปฺเปวนาม มยมฺปิ อายสฺมนฺตานํ กิญฺจิมตฺตํ อนุปฺปทชฺเชยฺยาม. ยนฺนูน มยมฺปิ เยน ภควา เตนุปสงฺกเมยฺยาม."
อนุคคหัตถ และ อรุจิสูจนัตถนิบาต
๖. ในความ ๒ ข้อ
- ข้อต้นพูดคล้อยตาม เรียกว่า อนุคฺคโห.
- ข้อหลังพูดแสดงความไม่เห็นด้วย เรียกว่า อรุจิสูจโน.
ในอนุคคหะ ใช้นิบาต ๓ ศัพท์ คือ กิญฺจปิ, ยทิปิ, กามํ หรือ กามญฺจ, เรียกชื่อว่า อนุคฺคหตฺโถ; ตรงต่อนิบาตไทยว่า ถึง, ซึ่งใช้หน้า คำพูด, แม้น้อยหนึ่ง, ซึ่งใช้หลังคำพูด,
ในอรุจิสูจนะใช้นิบาต ๓ ศัพท์ คือ ตถาปิ, ปน, อถโข เรียกชื่อว่า อรุจิสูจนตฺโถ; ตรงต่อนิบาตไทยว่า แต่, ถึงอย่างนั้น, ที่แท้, ซึ่งใช้หน้าคำพูด. อุ.
"กิญฺจาปิ ปญฺจ กามคุณา กาทาจิ สุขํ อุปฺปาเทนฺติ, ตถาปิ วิปริณามญฺญถาภาวา ทุกฺขาการณํเยวาติ ทฏฺฐพฺพา. ยทิปิ อาจริโย สิสฺเส ตาเฬติ, เตสุ ปน อนุกมฺปํ กโรติ: กามญฺจ ธนํ อิจฺฉิติจฺฉิตํ นิปฺผาเทติ, อถโข ปญฺญาว เสฏฺฐา ตสฺส อุปฺปาทปจฺจยตฺตา."
อุปมาโชตก กับ อุปเมยยโชตกนิบาต
๗. ข้อความที่นำมาเปรียบ เรียกว่า อุปมา, ข้อความที่ควรเปรียบ เรียก อุปเมยฺโย.
ในอุปมา ใช้นิบาต ๔ ศัพท์ คือ ยถา, เสยฺยถาปิ, เรียกชื่อว่า อุปมาโชตโก. ตรงต่อนิบาตไทย ว่า ฉันใด; วิย, อิว, ว่า ราวกะ; เพียงดัง, เหมือน, เช่น, ดุจ, ประหนึ่ง, เป็นต้น;
ในอุปเมยฺย ใช้นิบาต ๒ ศัพท์ คือ ตถา, เอวํ, เรียกชื่อว่า อุปเมยฺยโชตโก. ตรงต่อนิบาตไทยว่า ฉันนั้น. อุทาหรณ์ดังนี้:
"ยถา ทณฺเฑน โคปาโล คาโว ปาเชติ โคจรํ (อุปมา) เอวํ ชรา จ มจฺจุ จ อายุํ ปาเชนฺติ ปาณินํ (อุปเมยฺย). เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ยานิ กานิจิ ชงฺคลานํ ปาณานํ ปทชาตานิ, สพฺพานิ ตานิ หตฺถิปเท สโมธานํ คจฺฉนฺติ, หตฺถิ ปทํ เตสํ อคิคมกฺขายติ, ยทิทํ มหนฺตตฺเตน (อุปมา); เอวเมว โข ภิกฺขเว เย เกจิ กุสลา ธมฺมา, สพฺเพ เต อปฺปมาทมูลกา อปฺปมาสโมสรณา, อปฺปมาโท เตสํ อคฺคมกฺขายติ (อุปเมยฺย). เถโร จกฺกวตฺติรญฺโญ สนฺติกา ปฏิลทฺธมหาลาโภ มหาโยโธ วิย ตุฏฺฐมานโส สาวกปารมิญาเณ ฐตฺวา ปุปฺผาสนานุโมทนํ อารภิ. ทุกฺโข พาเลหิ สํวาโส อมิตฺเตเนว สพฺพทา."
นิบาตหมวดที่ ๓
(๑๖๔) นิบาตหมวดที่ ๓ ลงในความท่อนเดียว.
อนุสสวนัตถนิบาต
๑. นิบาตที่ใช้ในความเล่าหรือลือกันต่อ ๆ มา เรียกชื่อว่า อนุสฺสวนตฺโถ, ตรงต่อนิบาตไทยว่า ได้ยินว่า, นิบาตพวกนี้ ๓ ศัพท์ คือ กิร, ขลุ, สุทํ. อุ.
"เอกํ กิรสฺส อโหสิ สมโณ ขลุ โภ โคตโม--ราชคหํ อนุปฺปตฺโต. ตตฺร สุทํ ภควา เวสาลิยํ วิหรติ มหาวเน กูฏาคารสาลายํ."
ปุจฉนัตถนิบาต
๒. นิบาตที่ใช้ในคำถาม เรียกชื่อว่า ปุจฺฉนตฺโถ.
นิบาตพวกนี้หลายศัพท์ คือ พวก กึ ศัพท์ทั้งปวง, ปน, กถํ, กจฺจิ, นุ, นนุ, อุทาหุ, อาทูล เสยฺยถีทํ, เป็นต้น ตรงต่อนิบาตไทยอย่างไร จงดูในวจีวิภาค.
ส่วนอัพยยศัพท์ที่ว่าด้วยนิบาต (๙๒) เถิด. อุ.
"กึ ปน ปญฺญายมานสฺสตฺถาย โรทนฺโต พาโล โหติ, อุทาหุ (อปญฺญายมานสฺส). กจฺจิตฺถ ปริสุทฺธา ? เทวดา นุสิ คนฺธพฺโพ, อาทู สกฺโก ปุรินฺทโท ? นนุ เอวํ มยา วุตฺตํ ? อริโย อฏิฐงฺคิโก มคฺโค เตสํ อคฺคมกฺขายติ, เสยฺยถีทํ ? สมฺมาทิฏฺฐิ . . . สมฺมา"
สัมปฏิจฉนัตถนิบาต
๓. นิบาตนี้ใช้รับคำถาม เรียกชื่อว่า สมฺปฏิจฺฉนตฺโถ.
นิบาตนี้ใช้ อาม เป็นพื้น, ใช้ อามนฺตา แต่ในพระอภิธรรม, ตรง นิบาตไทยว่า ขอรับ, จ้ะ, เออ, เป็นต้น ตามคำสูง คำเสมอ คำต่ำ. อุ.
"ปสฺสถ ภนฺเต ? อาม อาวุโส ปสฺสามิ. เย เกจิ กุสลา ธมฺมา, สพฺเพเต กุสลา ? อามนฺตา. ใช้ เอวํ บ้าง ก็มี อุ. เอวํ ภนฺเต."
อุยโยชนัตถนิบาต
๔. นิบาตที่ใช้ในคำยอม, คำเตือน, คำชักชวน, คำใช้ให้ทำ. เรียกชื่อว่า อุยฺโยชนตฺโถ, ตรงต่อนิบาตไทยว่า เชิญเถิด, เอาเถิด, เอาสิ, ถ้าอย่างนั้น.
นิบาตพวกนี้ ๔ ศัพท์ คือ อิงฺฆ, ตคฺฆ, หนฺท, เตนหิ. (ศัพท์หลังนี้ เรียกว่า วิภตฺติปฏิรูปโก เพราะมีรูปแม้นศัพท์ ที่ประกอบด้วยวิภัตตินาม.) อุ.
"อิงฺฆ ภนฺเต สราเปหิ. ตคฺฆ ตฺวํ อาวุโส อจฺจโย อจฺจคมา. หนฺท มยํ อาวุโส ธมฺมญฺจ วินยญฺจ สงฺคาเยยฺยาม. เตนหิ เถโร ภิกฺขู อุจฺจินตุ."
อัจฉริยัตถ และ สังเวคัตถนิบาต
๕. นิบาตที่ใช้ในคำแสดงความหลากใจ เบิกบานใจ เรียกชื่อ ว่า อจฺฉริยตฺโถ, ตรงต่ออนิบาตไทยว่า โอ๊ะ ซึ่งใช้ต้นคำพูด, หนอ ใช้ข้างท้าย ใช้ในคำแสดงความสลดใจ กรอมใจ เรียกชื่อ ว่า สํเวคตฺโถ, ตรงต่อนิบาตไทยว่า โอ้, พุโธ่, หนอ.
นิบาต พวกนี้ ๒ ศัพท์ คือ อโห, กับ วต. อุ.
- (หลากใจ) อโห พุทฺธานํ อานุภาโว ! อจฺฉริยํ วต โภ !
- (เบิกบานใจ) อโห สุขํ ! สุสุขํ วต ชีวาม !
- (สลดใจ) อโห อนิจฺจา สงฺขรา ! อนิจฺจา วต สงฺขารา !
- (กรอมใจ) อโห ทุกฺขํ ! วต !
Last updated on