Palidocs
วากยสัมพันธ์/วากยสัมพันธ์

วากยสัมพันธ์ ภาคที่ ๓

นักเรียนได้ศึกษาวจีวิภาค รู้จักส่วนแห่งคำพูดแล้ว ควรศึกษาให้รู้จักวิธีประกอบคำพูดเข้าเป็นพากย์

(๑๔๗) นักเรียนได้ศึกษาวจีวิภาค รู้จักส่วนแห่งคำพูดแล้ว ควรศึกษาให้รู้จักวิธีประกอบคำพูดเข้าเป็นพากย์ เพื่อเป็นประโยชน์ ในการพูดหรือแต่งหนังสือซึ่งแสดงความให้ผู้อื่นเข้าใจ เหมือนนายช่างผู้ฉลาด รู้จักปรุงทัพพสัมภาระให้เป็นเรือน เพื่อเป็นประโยชน์แก่ ผู้จะอยู่ ฉะนั้น วิธีประกอบคำพูดเข้าเป็นพากย์นั้น เรียกว่า วากยสัมพันธ์.


(๑๔๘) คำพูดนั้นแบ่งเป็น ๓ อย่าง ดังนี้

  • ๑. ศัพท์เดียวหรือหลายศัพท์ แต่ยังผสมให้เป็นใจความไม่ได้ เรียกว่า บท กำหนดตามวิภัตตินาม จะกี่ศัพท์ก็ตาม นับวิภัตติ ละบท ๆ เช่น ปุตฺโต เป็นบทหนึ่ง มาตาปิตเรสุ เป็นบทหนึ่ง เป็นตัวอย่าง.
  • ๒. หลายบทผสมให้เป็นใจความได้ แต่ยังเป็นตอน ๆ ไม่เต็มที่ เรียกว่า พากยางค์ มี ๓ อย่าง คือ (นาม) กุลสฺส ปุตฺโต, (คุณ) ปิโย ปุตฺโต, (กิรยา) ปุตฺโต มตาปิตเรสุ สมฺสม ปฏิปชฺชนฺโต เป็นตัวอย่าง. ตอนหนึ่ง ๆ นับเป็นพากยางค์หนึ่ง ๆ.
  • ๓. หลายบทหรือหลายพากยางค์ ผสมให้เป็นใจความได้เต็มที่ เรียกว่า พากย์ เช่น ปุตฺโต มาตาปิตเรสุ สมฺสม ปฏิปชฺชนฺโต ปสํศํ ลภติ เป็นตัวอย่าง. ตอนมีกิริยาอาขยาตหนึ่ง ๆ นับเป็นพากย์หนึ่ง ๆ.

(๑๔๙) การศึกษาวิธีประกอบคำพูดเข้าเป็นพากย์มี ๒ ทาง คือ

  • กำหนดพากย์ที่เรียงไว้แล้ให้รู้ว่า บทไหนเข้ากับบทไหน ซึ่งเรียกว่า สัมพันธ์ ทาง ๑
  • เรียนผูกคำพูดให้เป็นพากย์เองให้ต้องตามแบบอย่าง ทาง ๑

ใน ๒ ทางนั้น ควรเรียนทางสัมพันธ์ให้เห็นเป็นตัวอย่างไว้ก่อนแล้ว จึงเรียนแต่งเองเช่นนี้ การศึกษาจะได้สะดวกดี. ก่อนแต่เรียนสัมพันธ์ ควรรู้จักแบบสัมพันธ์ไว้ก่อน.


แบบสัมพันธ์

บทนามนาม

(๑๕๐) บทนามนาม ที่ประกอบด้วยปฐมาวิภัตติใช้ในอรรถ ๔ อย่าง ดังนี้

อรรถเรียกชื่อว่าอุทาหรณ์
๑.เป็นประธานในนามพากยางค์ และคุณพากยางค์ลิงฺคตฺโถ.กุลสฺส ปุตฺโต ปีโย ปุตฺโต.
๒.เป็นผู้ทำเอง ในพากย์ที่เป็นกัตตุวาจกสยกตฺตาปุตฺโต ชายติ.
๓.เป็นผู้ใช้ให้ทำ ในพากย์ที่เป็นเหตุกัตตุวาจกเหตุกตฺตามาตา ปุตฺตํ ชเนติ.
๔.เป็นของที่เขาทำ ในพากย์ที่เป็นกรรมวาจาและเหตุกรรมวาจกวุตฺตกมฺมํ.กลฺยาณกมฺมํ กาตพฺพํ. สงฺโฆ ฐาเปตพฺโพ.

(๑๕๑) บทนามนาม ที่ประกอบด้วยทุติยาวิภัตติใช้ในอรรถ ๖ อย่าง เข้ากับกิริยา ดังนี้

อรรถเรียกชื่อว่าอุทาหรณ์
๑.เป็นที่ทำ (ซึ่ง)อวุตฺตกมฺมํ.ธมฺมํ สุณาติ.
๒.เป็นที่ไปถึง (สู่)สมฺปาปุณิยกมฺมํ.นครํ ปวิสติ.
๓.เป็นที่ใช้ให้ทำ (ยัง)การิตกมฺมํ บ้าง กตฺตุกมฺมํ บ้าง.มาตา ปุตฺตํ ชเนติ.
๔.เป็นที่ลุล่วง (สิ้น, ตลอด)อจฺจนฺตสํโยโคติโยชนํ คจฺฉติ.
๕.เป็นที่รับพูด (กะ, เฉพาะ)อกถิตกมฺมํภควนฺตํ เอตทโวจ.
๖.เป็นเครื่องทำกิริยาให้แปลกจากปกติ คือเป็นคุณบทแห่งกิริยากิริยาวิเสสนํ.สุขํ เสติ.

(๑๕๒) บทนามนาม ที่ประกอบด้วยตติยาวิภัตติ ใช้ในอรรถ ๖ อย่าง เข้ากับกิริยาบ้าง เข้ากับนามบ้าง เข้ากับอัพยยศัพท์บ้าง ดังนี้

อรรถเรียกชื่อว่าอุทาหรณ์
๑.เป็นวัตถุเครื่องทำ (ด้วย)กรณํ.กาเยน กมฺมํ กโรติ.
๒.เป็นทางเครื่องแปลก (โดย, ตาม.)ตติยาวิเสสนํ.ทกฺขิเณน ปสฺเสน สีหเสยฺยํ กปฺเปติ. มม วจเนน เอวํ วเทหิ.
๓.เป็นผู้ทำและผู้ใช้ให้ทำ ในพากย์ที่เป็นภาววาจกและกรรมวาจก เหตุกรรมวาจก และในกิริยาพากยางค์ (อัน)อนภิหิตกตฺตา.สมเณน นาม สุสฺสมเณน ภวิตพฺพํ. อุโปสโถ สงฺเฆน อนุมาเนตพฺโพ. พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน สงฺโฆ ฐาเปตพฺโพ. อนุชานามิ ภิกฺขเว คิลาเนน ภิกฺขุนา ปาริสุทฺธึ ทาตุํ.
๔.เป็นเหตุ (เพราะ)เหตุ.ลาเกน อุนฺนโต โลโก, อลาเภน จ โอนโต.
๕.เป็นอาการ (มี, ด้วย, ทั้ง,)อิตฺถมฺภูตํ.มนสา เจ ปสนฺเนน ภาสติ วา กโรติ วา.
๖.เป็นเครื่องประกอบ (กับ)สหตฺถตติยา.สหาปิ คคฺเคน สงฺโฆ อุโปสถํ กเรยฺย. เอกํ สมยํ ภควา เวรญฺชายํ วิหรติ มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ.

(๑๕๓) บทนามนาม ที่ประกอบด้วยจตุตถีวิภัตติ ใช้ในอรรถ ๓ อย่าง เข้ากับกิริยา เรียกชื่อเป็นอย่างเดียวกันว่า สมฺปทานํ ดังนี้

อรรถเรียกชื่อว่าอุทาหรณ์
๑.เป็นที่ให้ (แก่)สมฺปทานํสงฺฆสฺส ทานํ เทติ.
๒.เป็นที่ส่งไป (เพื่อ)สมฺปทานํรญฺโญ ปณฺณาการํ เปเสติ.
๓.เป็นที่ประทุษร้าย (ต่อ)สมฺปทานํโย อปฺปทุฏฺฐสฺส นรสฺส ทุสฺสติ.

(๑๕๔) บทนามนาม ที่ประกอบด้วยปัญจมีวิภัตติ ใช้ในอรรถ ๓ อย่าง เข้ากับกิริยา ดังนี้

อรรถเรียกชื่อว่าอุทาหรณ์
๑.เป็นแดนออก (แต่, จาก.)อปาทานํ.ปิยโต ชายเต โสโก. ปาปา จิตฺตํ นิวารเย.
๒.เป็นแดนเปรียบ (กว่า)อปาทานํ ดุจเดียวกัน.ทานโต สีลํ มหปฺผลตรํ (โหติ).
๓.เป็นเหตุ (เหตุ)เหตุ.ชาติปจฺจยา ชรามรณํ (สมฺภวติ).

(๑๕๕) บทนามนาม ที่ประกอบด้วยฉัฏฐีวิภัตติ ใช้ในอรรถ ๖ อย่าง เข้ากับนาม ดังนี้

อรรถเรียกชื่อว่าอุทาหรณ์
๑.เนื่องด้วยเป็นเจ้าของพัสดุ (ของ)สามีสมฺพนฺโธ.ภิกฺขุสฺส จีวรํ.
๒.เนื่องอยู่ในหมู่ (แห่ง)สมุหสมฺพนฺโธ.โคณานํ ยูโถ.
๓.เนื่องด้วยเป็นเจ้าของกิริยาอาการเป็นต้น (แห่ง)ภาวาทิสมฺพนฺโธ.สาธุ ธมฺมสฺส สุธมฺมตา.
๔.เป็นประธานในพากยางค์ที่แทรกเข้ามา (เมื่อ)อนาทโร.มาตาปิตูนํ รุทมานานํ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิ.
๕.เป็นจำนวนที่รวมกันอยู่ ซึ่งจะต้องถอนออก (แห่ง)นิทฺธารณํ.มนุสฺสานํ ขตฺติโย สูรตโม.
๖.เป็นกรรมในบทที่เป็นนามกิตก์ เว้นแต่ศัพท์ที่ประกอบด้วย ตุํ ปัจจัยฉฏฺฐีกมฺมํ.จิตฺตสฺส ทมโถ สาธุ ภวิสฺสนฺติ ธมฺมสฺส อญฺญาตาโร.

(๑๕๖) บทนามนาม ที่ประกอบด้วยสัตตมีวิภัตติ ใช้ในอรรถ ๙ อย่าง เข้ากับกิริยาบ้าง เข้ากับนามบ้าง ดังนี้

อรรถเรียกชื่อว่าอุทาหรณ์
๑.เป็นที่กำบังไว้โดยปกติ (ใน)ปฏฺจฺฉนฺนาธาโร.กรณฺฑเก มณิ.
๒.เป็นที่ซึมซาบหรือปนอยู่ (ใน)พฺยาปิกาธาโร.ติเลสุ เตลํ.
๓.เป็นที่อยู่อาศัย (ใน)วิสยาธาโร.ชเล มจฺฉา.
๔.เป็นที่ใกล้ (ใกล้, ณ)สมีปาธาโร.นครทฺวาเร คามา.
๕.เป็นที่รอง (เหนือ, บน, ที่.)อุปสิเลสิกาธาโร.ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ.
๖.เป็นกาล (ใน, ณ.)กาลสตฺตมี.ตสฺมึ สมเย ธมฺมา โหนฺติ ขนฺธา โหนฺติ.
๗.เป็นเครื่องหมายหรือเป็นเหตุ (ในเพราะ)นิมิตฺตสตฺตมี.สรา โข สพฺเพปิ สเร ปเร โลปํ ปปฺโปนฺติ. กุญฺชโร ทนฺเตสุ หญฺญเต.
๘.เป็นประธานในพากยางค์ที่แทรกเข้ามา (ครั้นเมื่อ)ลกฺขณํ หรือ ลกฺขณวนฺตํ.สุริเย อฏฺฐงฺคเต, จนฺโท อุคฺคจฺฉติ.
๙.เป็นจำนวนที่รวบกันอยู่ซึ่งจะต้องถอนออก (ใน)นิทฺธารณํ.ทนฺโต เสฏฺโฐ มนุสฺเสสุ.

(๑๕๗) บทนามนาม ที่เป็นคำสำหรับร้องเรียก เรียกชื่อว่า อาลปนํ. อุ. ธมฺมํ โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ.


บทคุณนาม

(๑๕๘) บทคุณนาม ใช้ในอรรถ ๓ อย่าง ดังนี้

อรรถเรียกชื่อว่าอุทาหรณ์
๑.เป็นเครื่องทำนามนามให้แปลกจากปกติวิเสสนํ.ปีโย ปุตฺโต.
๒.เป็นคุณนามก็ดี เป็นนามนามแต่ใช้ดุจคุณนามก็ดี ที่เข้ากับกิริยาว่ามี ว่าเป็นวิกติกตฺตา.พหุสฺสุโต โหติ. ชาติยา ขตฺติโย โหติ.
๓.บทวิเสสนะ ที่ประกอบด้วยทุติยาวิภัตติเข้ากับกิริยาว่าทำ ในพากย์ที่เป็นกัตตุวาจก และประกอบด้วยปฐมาวิภัตติในพากย์ที่เป็นกรรมวาจกวิกติกมฺมํ.อิมํ อตฺถํ ปากฏํ กโรหิ. กุฏุมฺพสฺส สามิกํ นํ กริสฺสามิ. ปาณาติปาตสฺส อาการโก กโต.

กิริยาที่กล่าวในส่วนที่ ๒ ที่ ๓ ในพากย์เป็นกัตตุวาจกแห่งข้อนี้ แม้ถึงไม่เขียนไว้ก็ได้ ต้องเข้าใจเอาเอง ดังนี้

  • อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ (โหติ), อิมํ อตฺถํ ปากฏํ (กตฺวา) วเทหิ.

บทสัพพนาม

(๑๕๙) บทสัพพนาม, ถ้าเป็นปุริสสัพพนาม เรียกชื่อเหมือน บทนามนาม; ถ้าเป็น วิเสสนสัพพนาม เรียกชื่อว่า วิเสสนํ.


บทกิริยา

(๑๖๐) บทกิริยาเป็น ๒ อย่างคือ

  • บทกิริยาในพากยางค์อย่าง ๑
  • บทกิริยาในพากย์อย่าง ๑

ได้ชื่อต่าง ๆ กันดังนี้.

บทกิริยาในพากยางค์

๑. บทกิริยาที่ประกอบด้วย อันตปัจจัย หรือ มานปัจจัย

เรียกชื่อว่าอุทาหรณ์
วิเสสนํ บ้าง อพฺภนฺตรกิริยา บ้าง.อิทานิ กริยมาโน อุโปสโถ. ปุตฺโต มาตาปิตเรสุ สมฺมา ปฏิปชฺชนฺโต.

๒. บทกิริยาที่ประกอบด้วย ต ปัจจัย

เรียกชื่อว่าอุทาหรณ์
วิเสสนํ.อุปฺปนฺนํ ลาภํ อนุรุชฺฌติ.
วิกติกตฺตา.ปาโป ชาโตสิ.
วิกติกมฺมํธมฺมํ จเร สุจริตํ.

ส่วนบทกิริยาแห่งอนาทร เรียกชื่อว่า อนาทรกิริยา, แห่งลักขณะ เรียก ลักขณกิริยา จงดูอุทาหรณ์ในที่นั้น (๑๕๕+๔,๑๖๕+๘.) เถิด.

ส่วนบทกิริยาที่ประกอบด้วย ต ปัจจัยในพากย์ เรียกชื่อตามแบบในพากย์, แม้บทที่ประกอบด้วย ตพฺพ และ อนีย ก็เหมือนกัน.

๓. บทกิริยา ที่ประกอบด้วย ตูน, ตฺวา, ตฺวาน ปัจจัย เรียกชื่อ ๖ อย่าง ตามความจะแสดงแต่บทที่ประกอบด้วย ตฺวา ปัจจัย พอเป็นตัวอย่าง ดังนี้

อรรถเรียกชื่อว่าอุทาหรณ์
ก.ถ้าเป็นกิริยาที่ทำก่อนแล้ว จึงทำกิริยาข้างหลังต่อไปอีกปุพฺพกาลกิริยา.ธมฺมํ สุตฺวา คามํ ปจฺจาคจฺฉติ.
ข.ถ้าเป็นกิริยาที่กล่าวซ้ำกับกิริยาข้างต้น แสดงว่าทำสำเร็จแล้วปริโยสานกาลกิริยา.เยน ภควา, เตนุปสงกมิ, อุปสงฺกมิตฺวา นิสีทิ.
ค.ถ้าเป็นกิริยาที่ทำพร้อมกับกิริยาอื่นสมานกาลกิริยา.ฉตฺตํ คเหตฺวา คจฺฉติ. [๑]
ฆ.ถ้าเป็นกิริยาที่ทำทีหลังกิริยาอื่นอปรกาลกิริยา.ธมฺมาสเน นิสีทิ จิตฺตวีชนึ คเหตฺวา. [๒]
ถ้ามุ่งความตามนัยหลังสมานกาลกิริยา.
ง.ที่ไม่สงเคราะห์เข้าในอรรถเหล่านี้; ถ้าเข้ากับนามวิเสสนํ.ฐเปตฺวา เทฺว อคฺคสาวเก อวเสสา อรหตฺตํ ปาปุณึสุ.
ถ้าเข้ากับกิริยากิริยาวิเสสนํ.ตีณิ รตนานิ ฐเปตฺวา อญฺญํ เม ปฏิสรณํ นตฺถิ.
จ.ถ้ามีกตฺตาต่างจากกิริยาหลังเหตุ.สีหํ ทิสฺวา ภยํ อุปฺปชฺชติ. [๓]

-- [๑] ในที่นี้ ประสงค์คนเดิม กั้นร่ม, ไม่ได้มุ่งกิริยาที่จับร่มก่อนแล้ว จึงไป.

-- [๒] ในที่นี้ ประสงค์ว่า พระธรรมกถึก ขึ้นนั่งบนธรรมาสน์แล้ว จึงจับพัดที่เขาวางไว้สำหรับ บนธรรมาสน์นั้น อย่างบนธรรมาสน์ที่เทศนาในวันธัมมัสสวนะ, ไม่ได้มุ่งความว่า พระธรรมกถึกนั่งตั้งพัดให้ศีลอยู่บนธรรมาสน์.

-- [๓] ในที่นี้ ทิสฺวา เป็นกิริยาของ ปุคฺคโล อุปฺปชฺชติ เป็นกิริยาของ ภยํ.


บทกิริยาในพากย์

๔. ถ้าเป็นอาขยาต. ได้ชื่อตามวาจกแจกเป็น ๕ อย่าง ดังนี้

อรรถเรียกชื่อว่าอุทาหรณ์
ก.กัตตุวาจกกตฺตุวาจกํ อาขฺยาตปทํ.สูโท โอทนํ ปจติ.
ข.เหตุกัตตุวาจกเหตุกตฺตุวาจกํ อาขฺยาตปทํ.อมจฺโจ สูทํ โอทนํ ปาเจติ.
ค.ภาววาจกภาววาจกํ อาขฺยาตปทํ.เตน ภูยเต.
ฆ.กรรมวาจกกมฺมวาจกํ อาขฺยาตปทํ.สูเทน โอทโน ปจฺจเต.
ง.เหตุกรรมวาจกเหตุกมฺมวาจกํ อาขฺยาตปทํ.อมจฺเจน สูเทน โอทโน ปาจาปียเต.

๕. ที่เป็นกิตก์ก็ได้ชื่อตามวาจกเหมือนอาขยาต เป็นแต่เรียกว่า กิตปทํ แทน อาขฺยาตปทํ เท่านั้น, บทกิริยากิตก์ในพากย์ คือบทที่ประกอบด้วย ต, ตพฺพ, อนีย, ปัจจัย.

Edit on GitHub

Last updated on